ร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร สูตรอาหาร สถานที่พิเศษ อาหารดีต่อสุขภาพ ร้านอาหาร ข้อมูลร้านอาหาร กินและดื่มที่กรุงเทพ ค้นพบเมนูอาหาร รีวิวอาหาร Blog Foody
Blog

ร้าน Gaa

ร้าน Gaa
Written by Foody

ร้าน Gaa

ตึกร้างสีเหลืองที่ตั้งเด่นอยู่ตรงข้าม Gaggan มาหลายปี ได้รับการแปลงโฉมเสียใหม่โดย Garima Arora อดีตนักข่าวชาวมุมไบที่ผันตัวมาเป็นเชฟ และได้มีโอกาสลับฝีมือใน Noma ร้านอาหารมิลชินสองดาวในโคเปนเฮเกน ก่อนย้ายมาทำงานเป็นซูเชฟที่ร้าน Gaggan ตอนนี้เธอได้เปลี่ยนตึกร้างแห่งนี้ให้กลายเป็น Gaa ร้านอาหารไฟน์ไดนิ่งที่กลายเป็นร้านยอดนิยมในกรุงเทพฯ เพียงชั่วข้ามคืน

ร้าน Gaa

ร้านอาหารแห่งนี้เสิร์ฟอาหาร 8 คอร์ส (1,800 บาท) และ 12 คอร์ส (2,400 บาท) ที่นำเสนอวัตถุดิบท้องถิ่นกับรสชาติแบบนานาชาติได้อย่างลงตัว เริ่มต้นด้วยจานเรียกน้ำย่อยอย่าง ฝักข้าวโพดย่างที่ให้รสเผ็ดพริกนิดๆ เสิร์ฟคู่กับฟองข้าวโพด นอกจากนี้ยังมีซี่โครงหมูหมักใน “ปิโซะ” (มิโซะถั่วลันเตา) ที่ให้เนื้อสัมผัสนุ่มๆ เสิร์ฟพร้อมกับหอมแดงสับ ต้นหอม และเมล็ดทับทิมไว้ด้านบน อีกจานคือทาโก้ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ขนมลา ขนมหวานไทยจากภาคใต้ โดยเสิร์ฟเป็นแป้งทาโก้กรุบกรอบผสมผสานรสชาติของมัสตาร์ดและมิลค์สกินที่นำไปคาราเมไลซ์ (อาหารจากเดนมาร์ก)

ของหวานของที่ร้านก็อร่อยไม่แพ้กัน เริ่มจากไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟสามรสชาติทั้ง น้ำตาลอ้อยอินเดีย ขมิ้น และไขผึ้งที่ไม่เหมือนใคร ส่วนโคนและท็อปปิ้งก็ใช้วัตถุดิบแปลกตาอย่างเมล็ดผักชีและดอกคำฝอย นอกจากนี้ยังมีเมนูที่ได้แรงบันดาลใจจากอาหารอินเดียและไทยอย่าง แป้งคั่วพริกและเครื่องเทศ ครีมรำข้าว มะขามหวานเคลือบช็อกโกแลต และใบชะพลูเคลืองผงเฟนเนล โรสต์ชัตนีย์ และขนมลูกกระวาน

เทสติ้งเมนูทั้งหมดยังสามารถจับคู่กับน้ำผลไม้อีกด้วย

 

Gaa – where creativity knows no bound

เมนูเด็ด: Corn, Fish Khanom – La, Crab, Cauliflower, Whey with “Potato Mochi”, Chicken Liver, Longan Berryสำหรับวงการร้านอาหารในกรุงเทพฯณ.เวลานี้ ร้านอาหารน้องใหม่ที่เป็นที่จับตามองกันมากที่สุดก็น่าจะเป็นร้าน Gaa ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปีนี้นี่เองค่ะ…

Gaa เป็นร้านจากฝีมือเชฟ Garima Arora – เชฟสาวชาว Mumbai ผู้จบการศึกษาจาก Le Cordon Bleu ที่ Paris, ผ่านประสบการณ์การร่วมงานกับ Gordon Ramsay ในร้าน Kitchen&Bar ที่ดูไบ, ได้เข้าฝึกงานที่ Noma ซึ่งเป็นร้านระดับ 2 ดาว Michelin Stars ที่ Copenhagen จากนั้นก็ได้มาเป็น Sous-chef ที่ร้าน Gaggan เจ้าของตำแหน่งอันดับ 1 Asia’s Best Restaurant , จนในที่สุดก็ได้มาเปิดร้านของเธอเองขึ้น โดยเชฟ Gaggan Anand เองก็เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของร้านด้วย …profile ดีงามแบบนี้ จึงไม่แปลกที่ร้านจะได้รับความสนใจอย่างมากในเวลาอันรวดเร็วทั้งจากสื่อมวลชน นักวิจารณ์อาหาร และคนทั่วไปล่ะค่ะ

****-Concept-****

เชฟ Garima Arora นั้นเคยให้นิยาม Concept ของ Gaa ไว้ว่าเป็น Modern Eclectic Cuisine …ไม่ใช่ Noma, ไม่ใช่ Gaggan, ไม่ใช่อาหารประจำชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ถูกผูกมัดด้วยยุคสมัยหรือเทคนิควิธีปรุงใดๆ แต่เป็นอาหารที่เกิดจากการหลอมรวมกันของความรู้-ประสบการณ์-และความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมดของเธอ ในแต่ละเมนูของ Gaa เราจึงได้เห็นการผสมผสานกันของวัตถุดิบนานาชนิด ในรูปแบบต่างๆกันไป ใช้เทคนิคแบบอาหารฝรั่งเศสบ้าง อินเดียและตะวันออกกลางบ้าง แต่งแต้มลูกเล่นแบบอาหารญี่ปุ่นบ้าง เกิดเป็นเมนูอาหารใหม่ๆสุดครีเอทที่หาทานที่ไหนไม่ได้เลยล่ะค่ะ

ในส่วนของวัตถุดิบนั้น Gaa เน้นใช้วัตถุดิบจากในประเทศไทยเท่านั้น โดยคัดเฉพาะวัตถุดิบคุณภาพดีจาก Supplier เดียวกันกับของร้าน Gaggan ซึ่งหลายๆอย่างก็เป็นของโครงการหลวงนั่นเอง นอกจากนี้เชฟ Garima Arora ยังได้เดินทางไปยังภูมิภาคต่างๆเพื่อเสาะหาวัตถุดิบใหม่ๆเพื่อนำมาประกอบอาหารอีกด้วย หลายๆอย่างที่ได้เห็นในเมนูนี่แม้แต่คนไทยด้วยกันเอง ถ้าไม่ใช่คนในท้องถิ่นนั้นๆก็อาจไม่รู้จักเลยก็มีนะ

****-ทำเลที่ตั้ง / บรรยากาศ-****

Gaa เป็นร้านที่ดัดแปลงจากบ้านเก่าในซอยหลังสวน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกันกับร้าน Gaggan พอดี ตัวร้านทาสีเหลืองนวลสดใส มีต้นไม้ใหญ่ปลูกอยู่ด้านหน้าดูร่มรื่น ภายในร้านตกแต่งแบบร่วมสมัย เน้นใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้มและหนัง ดูเรียบง่าย อบอุ่นและมีรสนิยม ร้านแบ่งเป็น 2 ชั้นครึ่ง โดยจากทางเดินตรงบันไดจะเป็นผนังกระจกใสให้แอบมองทีมเชฟทำงานกันในครัวได้ด้วย ส่วนภายในห้องน้ำนอกจากจะสะอาดเนี้ยบแล้วยังใช้ Toiletries แบรนด์หรูของ Panpuri ซึ่งถูกใจเราเป็นพิเศษ บอกเลยว่ายังไงๆก็ต้องได้ใช้แน่ๆเพราะอาหารที่นี่เสิร์ฟมาแบบ Finger food เน้นให้ใช้มือหยิบทาน ฉะนั้นควรล้างมือก่อนและหลังมื้ออาหารนะจ๊ะ

****-เมนูที่ได้ลอง-****

อาหารที่ได้ลองใน Wongnai Chef Table ครั้งนี้เป็นเมนูของเดือนมิถุนายน 2560 ซึ่งเป็นอาหาร 12 Courses กับ Juice Pairing 5 Courses ค่ะ เนื่องจากทางร้านจะมีการปรับเมนูทุกๆ 1-2 เดือน เมนูปัจจุบัน (กรกฏาคม-สิงหาคม) จึงได้ปรับเป็นอาหาร 10 Courses และ 14 Courses เท่าที่ดูแล้วจะมีเมนูซุปเพิ่มเติมขึ้นมา และมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของขนมหวานที่ทำจากช็อกโกแลต ส่วน Course อื่นๆดูจากวัตถุดิบหลักแล้วยังคงคล้ายคลึงเมนูเดิม แต่อาจมีเปลี่ยนแปลงบ้างในรายละเอียดและลำดับการเสิร์ฟ รีวิวนี้จึงถือว่าเล่าสู่กันฟังให้ได้นึกภาพออก พอจะไว้ดูเป็นแนวทางได้ละกันนะคะ

[Juice I : Strawberry Kamboucha]

เริ่มต้นมื้อกันอย่างสดชื่นด้วยชาหมักสตรอว์เบอร์รี่ที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่นิดเดียวพอเสริมให้ซ่าๆ แม้แต่เด็กๆก็ดื่มได้ค่ะ เปรี้ยวๆหอมๆอร่อยเลย แก้วนี้ใช้จิบคู่กับ 3 courses แรกนะคะ

[Course 1]

● Crispy Cabbage, Roasted Peppers, Bitter Gourd : เป็นพริกย่างผัดกับมะระ รสชาติคล้ายน้ำพริกหนุ่ม ประกบมาด้วยใบกะหล่ำปลีที่อบมาจนเป็นแผ่นบางใสกรอบกริ๊บที่น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากแคบหมู แต่ให้สัมผัสที่บางเฉียบและรสชาติที่ต่างออกไป (แถมเฮลท์ธีกว่าด้วยนะ) น่าสนใจทีเดียวค่ะ

[Course 2]

● Chicken Liver, Longan Berry : ปกติเราชอบพวกตับบด / Pâté / Foie Gras อยู่แล้ว เคยทานมาก็หลายร้านหลายยี่ห้อ แต่ตับไก่บดจานนี้ให้รสชาติและสัมผัสที่โดดเด่นมหัศจรรย์มาก ไม่เหมือนที่ไหนๆที่เคยชิมมาเลยล่ะค่ะ เนื้อสัมผัสนุ่มเบาเนียนละเอียดกึ่งๆมูส ฟรีซมาเย็นเฉียบคล้ายไอศกรีม เสิร์ฟแบบขูดมาเป็น layers บางๆซ้อนๆกัน เพียงมือแตะก็แทบละลาย เมื่อสัมผัสลิ้นก็ได้รสชาติหอมนุ่มนวลของตับไก่ที่ไม่มีกลิ่นสาบกลิ่นคาวใดๆ เข้ากันดีกับความเย็นเฉียบแสนสดชื่น แล้วเพียงเสี้ยววินาทีก็ละลายวับไปเหมือนมีเวทย์มนตร์ เมนูนี้เสิร์ฟตับบดมาบนขนมปังแผ่นบางขนาดพอดีคำ ไส้ในมีเนื้อลิ้นจี่หอมหวาน เวลาทานให้พยายามใช้มือหยิบเข้าปากในคำเดียว ส่วนถ้ามีเศษตับบดร่วงๆบนจานเชฟบอกให้ใช้นิ้วปาดเอาเลยง่ายที่สุด เป็นจานหนึ่งที่ประทับใจมากกก.. ฟินระเบิดระเบ้อเลยล่ะ

[Course 3]

● Corn : เป็นข้าวโพดอ่อนหมักเกลืออินเดีย (Black Salt) และ Yeast Oil แล้วนำมาย่าง เวลาทานให้จิ้มกับซอสที่ทำจากน้ำนมข้าวโพดผสมนมแล้วเคี่ยวจนเป็นครีมทั้งข้นทั้งหอม เป็นเมนูที่ดูธรรมดาๆ แต่พอชิมแล้วอร่อยปัง ได้ความกรอบที่ละมุนลิ้นจากข้าวโพดอ่อนที่คัดมาอ่อนจริงอะไรจริง ผนวกกับกลิ่นหอมข้าวโพดกับรสเค็มนิดๆที่เข้ากับความหอมมันของซอสแบบเป๊ะสุดๆ เล่นเอาทานเพลินไม่อยากจะหยุดกันเลยเชียว

[Juice II : Pumpkin, Mango, Kaffir Lime]

แก้วนี้มีส่วนผสมของมะม่วง ฟักทอง และมะกรูด ฟังดูไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่ชิมแล้วเป็นแก้วที่เราชอบที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มทั้งหมดเลย คือ texture จะข้นๆหน่อย รสมันๆปนหวานนิดๆแบบกำลังสมดุล มีกลิ่นมะกรูดมาเพียงบางๆ เป๊ะเว่อร์จนแอบทึ่งว่าเชฟเค้าคิดสูตรนี้ขึ้นมาได้ไงเนี่ย???

[Course 4]

Crayfish, Egg Fruit, Pomello : กุ้ง Crayfish นั้นจัดเป็นอาหารยอดนิยมของประเทศในแถบ Scandinavia ซึ่งมีประเพณีจัด Crayfish Party ในช่วงหน้าร้อนกันทุกปี จึงถือเป็นวัตถุดิบที่เชฟ Garima Arora ผู้ผ่านประสบการณ์มาจาก Noma ย่อมต้องคุ้นเคยเป็นอย่างดี สำหรับที่นี่ใช้กุ้ง Crayfish ที่เลี้ยงโดยโครงการหลวง วางมาบน Cracker ของอินเดีย (Khakhra) โดยตรงกลางทาไว้ด้วยซอสรสชาติคล้ายน้ำยำซึ่งทำมาจากลูกมะไข่ซึ่งเป็นผลไม้ป่าที่เชฟไปเจอมาจากทางภาคอีสาน จัดเป็นผลไม้มงคล ไม่มีวางขายทั่วไป (เราคนไทยแท้ๆยังไม่รู้จักเลย) ส่วนด้านบนท็อปด้วยส้มโอเสริมรสเปรี้ยวที่สดชื่น …ชิมดูแล้วเนื้อ Crayfish สดหวานนุ่มเด้ง ระดับความสุกกำลังเป๊ะ รสชาติซอสมีเปรี้ยวมีหวานแต่ยังคงความกลมกล่อมไม่ถึงกับจัดจ้าน เข้ากันได้ดีกับ Khakhra กรอบๆ อร่อยใช้ได้ค่ะ

[Juice III: Roselle, Dry Spice]

เป็นน้ำกระเจี๊ยบที่เพิ่มความน่าสนใจโดยการใส่เครื่องเทศบางๆพอเสริมกลิ่นรส เป็นพวกโป๊ยกั๊กแบบเดียวกับที่ใช้ในเครื่องปรุงพะโล้น่ะค่ะ เข้ากันได้ดีทีเดียว

[Course 5]

● Goat Milk Tofu, Grilled Mustard : จานนี้เป็น Homemade Fresh Cheese ที่ทำจากนมแพะ หมักจนอยู่ในสภาวะก้ำกึ่งระหว่างเต้าหู้กับชีส ทานด้วยกันกับผักกาดฮีน (ทางเหนือ-อีสานใช้ทานกับลาบ) ซึ่งมีทั้งแบบที่นำมา sautéed ผสมกับพริกนิดๆ และแบบที่ grill มากรอบๆ ใช้ตัดเลี่ยน-เสริมรสของเต้าหู้นมแพะได้ดี สำหรับในเมนูใหม่ดูแล้วมีการเปลี่ยนจาก Goat Milk Tofu เป็น Cow Milk Tofu ถ้าอยากรู้ว่ารสชาติจะเป็นยังไงก็คงต้องไปลองกันดูล่ะค่ะ

[Course 6]

● Banana Flower Dumpling, Tomato Fennel, Split Peas : เป็นหัวปลีที่นำมาชุบแป้งสาลีทำเป็นก้อน Dumpling เล็กๆ เนื้อจะดูแข็งๆ แต่ด้านในนุ่ม วางมาบน Tomato Fennel Chutney เวลาจะทานให้ราดด้วยซุป Peaso (ก็คือซุปที่ได้จากการเอาถั่วลันเตามาปรุงด้วยกรรมวิธีเดียวกับ miso นั่นล่ะ) แล้วบิลูกหัวปลีให้แตกๆ ชิมดูจะได้กลิ่นเครื่องเทศนิดๆ ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับคอร์สนี้ คือไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ถึงกับจะว่าอร่อย พอทานได้เพลินๆ ส่วนในเมนูปัจจุบันเท่าที่ดูจะไม่เห็นจานนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะกลับมาใหม่รึเปล่านะคะ

[Juice IV : Guava, Mint, Chilli]

เป็นน้ำฝรั่งที่ผสมกับมิ้นต์ มีรสเผ็ดบางๆจากพริกจินดาเขียว ปกติเราชอบน้ำฝรั่งอยู่แล้ว มาเจอแก้วนี้ที่เติมลูกเล่นให้รสชาติซับซ้อนขึ้นอีกนิดก็ยิ่งฟิน เป็นอันถูกใจสอบผ่านฉลุยค่ะ

[Course 7]

● Fish Khanom – La : เมนูนี้นำขนมลามาทำเป็นแป้งห่อคล้าย Taco ไส้ตรงกลางเป็นชิ้นปลาเก๋าสดหวาน ห่อด้วยแผ่นนมย่างหนึบๆ อร่อยเด็ดจนเป็นจานโปรดของหลายๆคนเลยล่ะ

[Course 8]

● Crab, Cauliflower, Whey with “Potato Mochi” : จานนี้สำหรับเราแล้วอร่อยอลังการดาวล้านดวง เนื้อปูม้าพูนๆคลุก pine oil ทานคู่กับดอกกะหล่ำที่ burn ผิวมาพอให้มีรอยไหม้สวยๆ และ Cheese Sauce เข้มข้น เคียงมาด้วย Potato Mochi อุ่นๆที่บอกได้ 3 คำว่า มัน-เลิศ-มาก คือเป็นโมจิแป้งมันฝรั่งที่ grill ผิวมาหอมๆ เนื้อในนุ่มเหนียวแบบกดแล้วยวบ-ดึงแล้วยืด …ทั้งหอมกลิ่นมันฝรั่ง ทั้งเคี้ยวเพลิน เนื้อสัมผัสโดดเด่นมีเอกลักษณ์ ฟินระเบิดระเบ้อออ…

[Juice V : Apple, Basil]

น้ำแอปเปิ้ลเขียวผสมโหระพา ทั้งเปรี้ยวทั้งสดชื่นดี เหมาะจะจิบแกล้มกับเมนูเนื้อๆหนักๆ Course 9 -10 นี้เลยค่ะ

[Course 9]

● Pork Ribs, Pickles and Bread : เป็น Spare Rib ที่ผ่านการ Brine แล้วนำมา Sous Vide 24 ชั่วโมงก่อนจะย่างไฟ ด้านบนท็อปด้วยก้านผักชีหั่นฝอย ทับทิม และหอมแดง เสิร์ฟพร้อมขนมปังแป้ง Puri บางๆพองๆของอินเดีย แตงกวาดอง ซอสไข่แดง และ ผัก Butterhead คลุก Miso เมนูนี้ทางร้านแนะนำให้ทานซี่โครงหมูก่อน แล้วค่อยตามด้วยผักดองและขนมปัง แต่เราว่าทานสลับๆกันไปๆมาๆตามแบบของเราก็อร่อยดีเหมือนกันล่ะน่า…

[Course 10]

● Butter and Pav : ขนมปัง Pav ซึ่งเป็น Bread Roll เนื้อนุ๊มนุ่มของอินเดีย สอดไส้มาด้วย Lamb Keema เนื้อแกะสับละเอียดผัดเคล้ากับเครื่องเทศ (เชฟเปรียบเทียบง่ายๆว่ามันคือ “คั่วกลิ้งแกะ” นั่นล่ะ) มี Homemade Butter ของทางร้านเสิร์ฟคู่กันมา เนื้อเนียนเบามีอมเปรี้ยวบางๆคล้ายๆ Crème fraîche อร่อยทานเพลินไม่เลี่ยนดีค่ะ

[Course 11]

● Choice of One Ice Cream with Homemade Cone : ไอศกรีมเนื้อเนียนเบาแบบ Soft Serve มีให้เลือก 3 รส เสิร์ฟมาในโคนชนิดต่างๆกันตามนี้ค่ะ

  • ไอศกรีมรส Jaggery และลูกผักชี (รสชาติคล้ายหมูสวรรค์เลย) เสิร์ฟมาใน Toasted Whole Wheat Cone
  • ไอศกรีมรสขมิ้นโรยดอกคำฝอย เสิร์ฟมาในโคนงาดำ
  • ไอศกรีมรสน้ำผึ้งเสิร์ฟมาใน Bee Pollen Cone

เท่าที่ลองชิมดูไอศกรีมจะเนื้อเนียนดี ละลายง่ายนิดนึง และกลิ่นรสค่อนข้างชัดเจน เป็นของหวานล้างปากเบาๆที่ทานสบายใช้ได้ สำหรับเมนูเดือนสิงหาคมนี้เปลี่ยนรสชาติไอศกรีมเป็นรสมะไข่ (เป็นผลไม้ที่เนื้อสัมผัสคล้าย Avocado และรสชาติคล้ายละมุด) เสิร์ฟกับเครื่องเคียงต่างๆบ้าง น่าลองทีเดียวนะ

[Course 12]

● Four Elements of Chocolate : เป็น chocolate รสชาติต่างๆให้ทานวนตามเข็มนาฬิกาค่ะ ทางร้านใช้ช็อกโกแลตเข้มข้น 85 % กันเลยล่ะ

  • 03.00- ช็อกโกแลตเคลือบคุกกี้รสพริก
  • 06.00- ช็อกโกแลตไส้ครีมสดรส Rice Bran หอมๆ
  • 09.00 – ช็อกโกแลตไส้มะขาม
  • 12.00 – นำใบชะพลูมาอบแห้งแล้วเคลือบช็อกโกแลตไว้ครึ่งใบ

สำหรับจานนี้ในเมนูใหม่ไม่มีแล้ว แต่จะเปลี่ยนเป็น Chocolate Crispy Pork Skin (ช็อกโกแลตกับแคบหมู!!??) , Herbs, Bhakarwadi กับ Koji Ganache แทน อ่านดูแล้วดีกรีความกล้าบ้าบิ่นของเชฟในการสรรค์สร้างรสชาติใหม่ๆให้กับช็อกโกแลตนั้นถือว่าไม่แพ้เมนูเดิม ส่วนตัวเคยลองทานช็อกโกแลตที่ไส้ผสมรสเบคอนของร้านอื่นมาก่อน ปรากฏว่าดีงามเกินความคาดหมาย เพราะงั้นช็อกโกแลตรสแคบหมูนี่อาจจะออกมาเลิศก็ได้นะคะ (อยากรู้ต้องไปพิสูจน์ดูเอง 555)

****- ราคา -****

ขอแสดงเฉพาะราคาของเมนูปัจจุบัน (สิงหาคม 2560) ไปเลยเพื่อป้องกันความสับสนนะคะ โดย course อาหารจะมีให้เลือก 2 แบบ ได้แก่:

● 10 Courses ราคา 2,000 บาท

Optional : – ถ้าสั่ง Wine Pairing (4 แก้ว) ด้วย เพิ่มอีก 1,900 บาท

– ถ้า Add on Royal Project Sturgeon Caviar เพิ่มอีก 500 บาท

● 14 Courses ราคา 2,600 บาท

Optional : – ถ้าสั่ง Wine Pairing (5 แก้ว) ด้วย เพิ่มอีก 2,300 บาท

– ถ้า Add on Royal Project Sturgeon Caviar เพิ่มอีก 500 บาท

สำหรับคนไม่ดื่มไวน์ ทางร้านก็ยังมี Juice Pairing ให้ โดยมี 2 ราคา คือ :

  • Juice Pairing (5 courses) ราคา 700 บาท
  • Juice Pairing (3 courses) ราคา 500 บาท

หรือถ้าอยากสั่งแบบเดี่ยวๆเป็นแก้วๆไป (Juice by Glass) ก็ราคาแก้วละ 250 บาท ราคาทั้งหมดที่แสดงนี้ยังไม่ได้รวม Service Charge 10 % และ VAT 7% ค่ะ

****-The Verdict-****

[Juice Pairing]

ส่วนตัวแล้วชอบไอเดีย Juice Pairing นี้มาก เพราะถือว่าเป็นการได้สัมผัสทักษะฝีมือเชฟที่ครีเอทเครื่องดื่มแต่ละสูตรขึ้นมา Juice ของที่นี่ทุกแก้วเสิร์ฟแบบแช่เย็น ไม่ใส่น้ำแข็ง ไม่แต่งกลิ่นสำเร็จรูป และเชื่อว่าปรุงแต่งรสด้วยน้ำเชื่อมน้อยมาก เน้นการผสมผสานรสชาติของผลไม้และเครื่องเทศสมุนไพรตามธรรมชาติ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว การที่จะให้รสชาติออกมาเป๊ะก็ต้องอาศัยฝีมือมากทีเดียวนะ

[The Food]

ถ้าพูดถึงรสชาติอาหารนั้น ในภาพรวมปรุงมาได้รสกลมกล่อมละเมียดละไมทุกจาน แต่จะว่าอร่อยฟินเว่อร์จนอยากไปทานบ่อยๆซ้ำแล้วซ้ำอีกก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น ส่วนวัตถุดิบแม้จะเลือกใช้ของดีคุณภาพสูง แต่ก็ไม่ใช่วัตถุดิบระดับไฮโซ จุดเด่นของร้านนี้จึงเป็นที่ความน่าสนใจ เพราะแต่ละจานเป็นประสบการณ์สุด unique ที่ไม่มีให้ทานที่ร้านอื่นๆ โชว์ทั้งความซับซ้อนของแต่ละเมนู และความคิดสร้างสรรค์สุดครีเอทชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ทำให้เป็นร้านที่ถ้าใครยังไม่เคยไป ก็น่าลองดูซักมื้อล่ะค่ะ

ชื่อ Gaa
ข้อมูลติดต่อ
ที่อยู่ 68/4
68/4 ซอยหลังสวน
กรุงเทพฯ
10330
เปิดบริการ 18:00-22:00
ร้าน Gaa
Rate this post

About the author

Foody

Leave a Comment